Email this to someoneShare on Google+Print this pageTweet about this on TwitterShare on FacebookPin on Pinterest

อาการเริ่มแรกของการตั้งครรภ์

เมื่อคุณพร้อมที่จะมีลูกและได้เตรียมตัวทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว คุณอาจจะมีข้อสงสัยและอยากทราบผลเร็วๆ ว่าเราตั้งครรภ์หรือยัง

เริ่มตั้งครรภ์ วิธีที่จะทำให้ทราบว่าคุณตั้งท้องแล้วแน่ๆ คือการตรวจทดสอบการตั้งครรภ์ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม้จะไม่ได้ทำการทดสอบให้แน่ชัดร่างกายของคุณก็จะแสดงสัญญาณอาการบางอย่าง ซึ่งเป็นสัญญาณตามธรรมชาติที่เป็นการบ่งบอกว่าคุณกำลังจะได้รับข่าวดีอาจจะตั้งครรภ์แล้วจริงๆ การเข้าใจสัญญาณต่างๆ ที่ร่างกายส่งออกมาในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาการแต่ละอย่างอาจเป็นผลมาจากสาเหตุอื่น คุณอาจพบอาการต่างๆ เหล่านี้ภายในสัปดาห์แรกหลังการปฏิสนธิ แต่สำหรับผู้หญิงบางคน อาการต่างๆ เหล่านี้อาจจะมาเมื่อเวลาผ่านไปสองถึงสามสัปดาห์

ผู้หญิงทุกคนจะแสดงอาการการตั้งครรภ์เหมือนกันหรือไม่?

ผู้หญิงทุกคนมีความแตกต่างกัน และอาการการตั้งครรภ์ในระยะแรกๆ ก็อาจจะแตกต่างกันไปด้วย แม้แต่ในคนๆเดียวกัน อาการต่างๆ เหล่านี้ก็อาจจะแสดงออกมาได้ไม่เหมือนกันกันในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง สัญญาณของร่างกายในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์มีลักษณะคล้ายอาการที่เกิดขึ้นในช่วงใกล้ประจำเดือนมา และอาการเหล่านั้นก็มักจะสังเกตุเห็นได้ยากถ้าคุณไม่ได้จับความรู้สึกสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายอย่างจริงๆ จังๆ ด้านล่างนี้คือเป็นอาการของการตั้งครรภ์ที่พบได้กับผู้หญิงส่วนใหญ่ และเป็นอาการที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด สิ่งที่คุณควรจะทราบคือ อาการเหล่านี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆได้นอกเหนือจากการตั้งครรภ์ ดังนั้น หากคุณสังเกตุเห็นอาการเหล่านี้อย่าเพิ่งปักใจ 100% ว่าคุณตั้งครรภ์ วิธีเดียวที่สามารถยืนยันได้ว่าคุณตั้งครรภ์จริงๆ คือการทดสอบการตั้งครรภ์

มีเลือดออกเล็กน้อยจากช่องคลอดร่วมกับอาการปวดท้องน้อยหน่อยๆ

สองสามวันหลังปฏิสนธิไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะเดินทางไปยังมดลูก และจะทำการฝังตัวลงไปที่ผนังมดลูก การฝังตัวของตัวอ่อนระยะเริ่มแรก (ที่เรียกว่า blastocyst) นี่เอง ที่ทำให้มีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย เห็นได้เป็นรอยเปื้อนที่กางเกงใน (implantation bleeding)  การฝังตัวนี้จะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5-6 หลังจากที่ไข่ถูกผสมแล้ว ซึ่งอาจจะมีอาการปวดที่ท้องน้อยร่วมด้วย อาการนี้คือสัญญาณแรกๆ ของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจพบได้ในวันที่ 6-12 หลังไข่ได้รับการผสม อาการปวดท้องน้อยที่เกิดขึ้นนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ กับอาการปวดประจำเดือน ผู้หญิงบางคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเลือดที่ออกมานั้นคือประจำเดือน แต่เลือดที่ออกมาจากการฝังตัวของตัวอ่อน (เลือดล้างหน้าเด็ก) จะมีปริมาณน้อยมาก และอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นก็จะเป็นอาการปวดที่เบาบางไม่เหมือนกับปวดท้องประจำเดือน นอกจากจะมีเลือดออกมาเล็กน้อยแล้ว ผู้หญิงบางคนอาจจะสังเกตุเห็นคราบสีขาวขุ่นบนกางเกงในด้วย คราบนี้มีสาเหตุเกิดจากการที่ผนังช่องคลอดมีการสร้างตัวให้หนาขึ้น หลังจากเกิดการปฏิสนธิ เซลล์ที่อยู่ด้านในของผนังช่องคลอดจะขยายขนาดขึ้น ทำให้มีเซลล์บางส่วนหลุดลอกออกมา เซลล์ที่หลุดลอกออกมานี้ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด และเยื่อขาวๆ นี้ก็อาจจะพบได้ตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ ไม่มีความจำเป็นต้องทำการรักษาใดๆ เพราะมันเป็นสิ่งธรรมชาติที่เกิดขึ้น นอกเสียจากคุณพบว่ามีกลิ่นเหม็นแปลกๆ  มีผื่นไหม้ หรือมีอาการคันเกิดขึ้น หากพบอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะมีการติดเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียที่ช่องคลอดได้

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับหน้าอก ​​

การเปลี่ยนแปลงของหน้าอกคือสัญญาณระยะแรกๆ อย่างหนึ่งของการตั้งครรภ์ใน เมื่อการปฏิสนธิได้เกิดขึ้นแล้วระดับฮอร์โมนของผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก และด้วยระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปนี่เองที่ทำให้หน้าอกขยายขนาดใหญ่ขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกและอาจจะรู้สึกเสียวๆในหนึ่งหรือสองอาทิตย์ตามมา อาการอย่างอื่นที่อาจจะพบร่วมด้วยก็คืออาการหน้าอกคัด รู้สึกหน้าอกหนักขึ้น และฐานหัวนมอาจจะมีสีคล้ำขึ้น อาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากการที่ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไปจากการตั้งครรภ์นั้น จะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาค่อนข้างนานหลายสัปดาห์ ซึ่งร่างกายจะค่อยๆ มีการปรับตัวเองให้ชินกับระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากนั้น อาการเจ็บหน้าอกก็จะค่อยๆบรรเทาลง

อาการเหนื่อยล้า

ความรู้สึกเมื่อยล้าเป็นอาการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเริ่มตั้งครรภ์ได้ไม่นาน อาการเมื่อยล้าจะเกิดขึ้นได้เร็วมากเริ่มรู้สึกได้ตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์หลังการปฏิสนธิ ที่เป็นเช่นนี้เพราะร่างกายมีการผลิตฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนเพิ่มขึ้นอย่างมาก อาการเหนื่อยล้าสามารถเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ความดันโลหิตต่ำลง และเกิดจากการที่ร่างกายมีการผลิตเลือดมากขึ้น  หากทราบว่าอาการเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการตั้งครรภ์สิ่งสำคัญที่คุณควรจะทำก็คือการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนมากๆ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าให้ดีขึ้นได้

อาการคลื่อนไส้แพ้ท้อง

สัญญาณการตั้งครรภ์ที่พบได้บ่อยที่สุดคืออาการแพ้ท้องคลื่นไส้ แต่ผู้หญิงบางคนอาจไม่มีอาการแพ้ท้องเลยตลอดช่วงระยะที่อุ้มครรภ์ สิ่งที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์เกิดอาการคลื่อนใส้เป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะไปทำให้อาหารในกระเพาะมีการเคลื่อนที่ไปยังลำใส้ได้ช้าลง จึงทำให้เกิดอการพะอืดพะอม อาการอีกอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยๆ ก็คือการอยากกินอาหารบางอย่างอย่างมากมาย หรือ การที่ไม่สามารถหยุดกินอาหารบางได้เลย สิ่งนี้ ก็เป็นผลพวงมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนด้วยเช่นกัน ซึ่ง การเปลี่ยนแปลงระดับของฮอร์โมนนี้อาจส่งผลค่อนข้างมาก จนในบางครั้งของโปรดที่เคยชอบมากกลับกลายเป็นของที่ทำให้ไม่ชอบไปเลยก็ได้ ในระหว่างที่มีอาการแพ้ท้องนี้ คุณควรดูแลสุขภาพให้ดี ควรเลือกรับประทานอาการที่มีโภชนาการสูงเพื่อให้ทารกที่กำลังมีการพัฒนาเติบโตได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

ประจำเดือนขาด

สัญญาณที่เด่นชัดที่สุดของการตั้งครรภ์คือ การขาดหายไปของประจำเดือน ซึ่งมักจะเป็นจุดที่ทำให้คุณเริ่มทำการทดสอบว่าคุณตั้งครรภ์จริงๆ หรือไม่ แต่การที่ประจำเดือนขาดหายไปหรือประจำเดือนมาช้าไป ก็ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นแล้ว ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อาจจะพบว่ามีเลือดออกบ้างกะปริดกระปรอย ถ้าคุณรู้ตัวว่าได้ตั้งครรภ์แน่นอนแล้ว และพบว่ามีเลือดออก คุณควรจะทำการพบแพทย์เพื่อที่จะได้หาสาเหตุที่แน่ชัด เพราะถึงแม้ว่าการมีเลือดออกจากช่องคลอดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีอะไรผิดปกติ แต่คุณก็ควรได้ทราบข้อมูลเอาไว้บ้าง ว่าอาการเลือดออกแบบไหนที่มีสาเหตุมาจากอย่างอื่น ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติเกิดขึ้น มีสาเหตุอีกหลายๆ อย่างนอกจากการตั้งครรภ์ที่ทำให้ประจำเดือนขาดหายไป เช่น เมื่อคุณมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือมีน้ำหนักตัวลดลงมากเกินไป คุณมีปัญหาในการผลิตฮอร์โมนบางชนิด การที่ร่างกายได้รับความเหนื่อยล้าเป็นระยะเวลานานๆ ติดต่อกัน การได้รับความเครียด เป็นต้น ผู้หญิงบางคนอาจมีประจำเดือนขาดหายไปหลังจากที่หยุดกินยาคุมกำเนิดใหม่ๆ แต่ถ้าประจำเดือนไม่มาและเราคิดว่าเราท้องการทดสอบการตั้งครรภ์ก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้เรามั่นใจได้

โดย ดร. ภรณ์วรัตม์ นิยมรัตนกิจ

จาก Pregnancy Symtoms http://www.webmd.com/baby/guide/pregnancy-am-i-pregnant

ภาพจาก healthyexperts.com